Chiradech's profileMIDNIGHT'S TALEPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    May 23

    Midnight my LOVE part1

    Midnight My Love part 1

     

                        ในคืนที่แสงจันทร์สว่างไสว เรไรร้องดังคลอเคลียกับเสียงสายลมจากทะเล ช่วยให้ค่ำคืนสุดท้ายที่เกาะพงันไม่เงียบเหงาเกินไปนัก ผมนั่งในชายคาบ้านกลางสวน ละสายตาจากหนังสือในมือ เหม่อมองหาที่มาของเสียงเรไรบนยอดมะพร้าวซึ่งกำลังสั่นไหว ผมตั้งใจฟังเสียงใบไม้เสียดสีด้วยแรงลมเอื่อย เสียงแมลงเล็กๆที่ช่วยกันร้องประสาน ไม่ทันคิดว่าภาพเหตุการณ์มากมายจะปรากฏขึ้นที่นั่น

     

                         แสงแดดยามเช้าทำให้ภาพที่มองเห็นมีสีสันสดใส ทางมะพร้าวทางหนึ่งกำลังถูกตัดหลุดจากต้นด้วยมือคู่เล็กๆ กลุ่มเด็กผู้ชายรอรับทางมะพร้าวนั้นอยู่ด้านล่าง และหนึ่งในนั้นมีผมรวมอยู่ด้วย ต่างคนต่างช่วยกันใช้มีดเหลาทางมะพร้าวให้กลายเป็นดาบตามแต่ละคนจะคิดสร้างสรรค์ขึ้น เมื่อทุกคนได้อาวุธสมใจจึงเริ่มใช้ทำสงครามเล็กๆกันอย่างสนุกสนาน นับเป็นความสุขแสนยิ่งใหญ่ของเด็กชายวัยสิบขวบ

                       ขณะที่สงครามของพวกเรากำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ที่ม้านั่งหน้าบ้านหลังหนึ่งเด็กผู้หญิงสามคนกำลังช่วยกันหั่นผัก สับหมูกันอย่างขะมักเขม้นเพื่อนำมาทำแกงจืด หนึ่งในนั้นคือเมย์ เมย์เป็นเพื่อนหญิงที่สนิทกับผมตั้งแต่เด็ก เล่นโลดโผนด้วยกันมาตลอด จนกระทั่งช่วงนี้ที่ผมเริ่มรู้สึกว่าเธอเป็นผู้ใหญ่กว่าผมมากมายนัก

                       ด้วยความที่เมย์อายุมากกว่าผมสองปี เธอจึงมักจะเป็นฝ่ายสอนผมแทบจะทุกเรื่อง เธอชอบวาดรูปผู้หญิงใส่ชุดสวยๆมาอวดผมอยู่เสมอ ทุกคนต่างชมว่าเธอวาดรูปสวย แต่ผมเป็นคนเดียวที่ถามเธอว่าทำไมถึงไม่วาดรูปผู้ชายบ้าง แล้วก็ได้คำตอบ...เธอวาดรูปผู้ชายไม่เป็น ครั้งหนึ่งเธอวาดรูปเจ้าสาวในชุดแต่งงานถือดอกไม้ช่อสวยยืนอยู่เพียงลำพัง ผมเห็นภาพนั้นแล้วรู้สึกสงสารเจ้าสาว จึงอาสาวาดรูปเจ้าบ่าวให้มายืนเคียงข้าง ผมตั้งใจวาดสุดฝีมือ แต่ด้วยความสามารถของเด็กฝึกหัดทำให้เมื่อวาดเสร็จแล้วเจ้าบ่าวกลับตัวเตี้ยกว่าเจ้าสาว พอเมย์เห็นภาพนั้นเธออมยิ้มเล็กๆก่อนจะพูดว่า เจ้าบ่าวตัวเตี้ยกว่าเจ้าสาวอีก เหมือนเรากับจีเลยเนอะ ผมไม่มีแรงพูดตอบอะไรเธอ

     

                      ภาพรอยยิ้มของเมย์ในช่วงเวลานั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของเด็กผู้ชายคนหนึ่งมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นรอยยิ้มเดียวกับที่ทำให้เขาหลงรักเธอ

     

                      ตั้งแต่วันที่ผมรู้สึกกับเมย์เปลี่ยนแปลงไปทำให้รู้สึกอึดอัดใจที่จะเข้าไปพูดคุยทักทาย รู้สึกหวั่นใจทุกครั้งที่ไปตะโกนเรียกเธอหน้าบ้าน ไม่กล้าสบตาเวลาที่นั่งคุยกันใกล้ๆ จนเธอเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติจึงถามว่าผมเป็นอะไร ไม่อยากเป็นเพื่อนกับเธอแล้วเหรอ ผมได้แต่ก้มหน้ากล้ำกลืนคำตอบเหล่านั้นไว้ในใจและพยายามทำตัวให้เหมือนเดิมที่สุด

     

                        วันเปิดเทอมใกล้เข้ามาทุกที เมย์ต้องกลับไปอยู่ที่บ้านพ่อและเข้าเรียนชั้นมัธยมหนึ่งในโรงเรียนประจำ เด็กผู้ชายตัวเล็กๆเริ่มเข้าใกล้ความรู้สึกของการจากลา...การบอกลาครั้งแรกในชีวิตที่เขาไม่อยากให้มันมาถึง

     

                        ...ยากจะหยุดยั้งกาลเวลา ผมเห็นเมย์ยืนอยู่หน้าบ้านมีรถของพ่อเธอจอดอยู่พร้อมจะพาเธอจากไป เธอเดินมาเรียกผม แม่เปิดประตูให้เธอเข้ามาในบ้าน ผมนั่งเงียบ เธอจึงเป็นฝ่ายพูดก่อน คำพูดที่เปี่ยมด้วยความหวังดีแบบที่พี่สาวคนหนึ่งมีต่อน้องชาย

                        “จี...เจอกันอีกทีเราก็จะเป็นเด็กสาวอายุสิบสาม ส่วนจีจะเป็นเด็กผู้ชายอายุสิบเอ็ด ถึงตอนนั้นเราคงจะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักมายจีก่อนหรือเดินเข้ามาหาจีในบ้านอย่างนี้ไม่ได้แล้ว มันคงไม่เหมาะสมน่ะ เข้าใจใช่มั้ย ดังนั้นถ้าวันปิดเทอมคราวหน้าเราได้มาที่นี่อีก จีต้องเป็นฝ่ายเข้ามาทักเราก่อน มาคุยกับเราก่อนนะ...มันเป็นหน้าที่ของสุภาพบุรุษ

                        ผมได้แต่ก้มหน้าฟัง มองหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงพื้น เธอยื่นถุงกระดาษถุงหนึ่งมาให้แล้วเดินจากไปทิ้งให้ผมตกอยู่ในภวังค์

                       เสียงสตาร์ทรถเรียกให้ผมรู้สึกตัว เช็ดน้ำตาก่อนเดินออกไปหน้าบ้าน ผมสบตาเมย์ที่นั่งอยู่ในรถ เธอชี้มาที่ถุงกระดาษแล้วโบกมือลาพร้อมกับที่รถเริ่มแล่นออกไป แต่ผมไม่ได้โบกมือตอบ ผมรู้สึกว่าถุงกระดาษเล็กๆใบนั้นมันหนักเหลือเกิน หนักเกินกว่าจะยกมือโบกตอบเธอได้

     

                       ภาพนั้นยังคงชัดเจน ภาพที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งนอนกอดถุงกระดาษแล้วร้องไห้จนน้ำตาท่วมหมอน ร้องไห้จนกระทั่งหลับไป เขาตื่นขึ้นมาเปิดถุงกระดาษนั้นดูในวันรุ่งขึ้น ข้างในมีซองจดหมายหลายซอง กระดาษเขียนจดหมายเล่มหนา สแตมป์นับสิบดวง พร้อมกระดาษจดชื่อที่อยู่ของเมย์และโน้ตสั้นๆที่เขายังจำได้จนทุกวันนี้

     

    หัดวาดรูปเจ้าบ่าวให้หล่อๆแล้วมาวาดด้วยกันอีกนะ.....เมย์

     

                       ใบไม้หยุดสั่นไหวเมื่อไร้ซึ่งสายลม ผมเดินไปหยิบสมุดวาดรูปคู่ใจขึ้นมาวาดรูปชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวจนเสร็จเรียบร้อยเพื่อเป็นหลักฐานว่าวันนี้ผมคิดถึงเธอ เก็บสมุดใส่กระเป๋าเตรียมเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น ในขณะที่เตรียมตัวเข้านอนนั้น แสงสวยจากพระจันทร์ดวงกลมโตดึงดูดให้ผมเดินลงจากบ้านเพื่อจะได้มองจันทร์ให้เต็มตา เสียงเรไรเงียบลงแล้ว ทุกอย่างสงบนิ่ง แล้วสายลมอุ่นๆก็ผ่านมากระทบที่ใบหน้า เป็นสายลมเดียวกับที่เคยผ่านมาในฤดูร้อนครั้งนั้น.......สายลมที่พัดผ่านไปพร้อมกับรักแรกของเด็กชายคนหนึ่ง

     

     

    แด่ เมย์     เด็กหญิงดรุณี    อารีย์วานิชย์

    จาก          เด็กชายจิรเดช   ทองสุข

     

    ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง...รู้แล้วสินะว่าใครที่ทำให้ผมชอบวาดรูป

    ขอบคุณความรัก...ที่ช่วยขังเราสองคนไว้ในความทรงจำ

     

     

     

     

     

    February 16

    Midnight ไขปริศนา 2 ตอน เรื่องเล่าจากฤดูร้อน

    Midnight ไขปริศนา 2 ตอน เรื่องเล่าจากฤดูร้อน

    ข้อแนะนำ:ควรอ่านคอมเมนท์ของกระทู้เรื่องเล่าจากฤดูร้อน ประกอบนะครับ

     

    ตอบอ้อม comment 1-2 อย่ากลัวผีครับน้อง เดี๋ยวพี่จะบอกวิธีป้องกันผีหลอก...ใจเย็นๆ อ่านต่อไปครับ

                         ส่วนเรื่องสาวเจ้าไปอยู่ไหนแล้วนั้น เรื่องมันยาวครับ ไม่ได้ติดต่อกันแล้วครับ อย่าให้เล่าเลยครับเดี๋ยวจะได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายกันซะเปล่าๆ ทุกวันนี้แค่เห็นภาพบางภาพ เพลงบางเพลงจากหนังเรื่องแฟนฉัน หัวใจยังแทบแหลกสลาย

    ปล. ไว้วันหลังอาจจะมาเล่าให้ฟังก็ได้นะ   โอ้ว...คิดถึงเธอ....น้อยหน่าของเรา

     

    ตอบตูน comment 3-4 พูดให้จบดิน้องตูน รูปพี่จีน่ากลัวจัง...กลัวว่าจะหลงรักไม่ลืมหูลืมตา

                            อ้าว...ขอโทษ พี่ไม่รู้ว่าตูนไม่ชอบเรื่องผี ถ้ารู้นะ จะมาเขียนวันละ 3 เรื่องเลย

     

    ตอบแอน comment 5 เพื่อนคนนั้นยังอยู่ครับ อยู่บ้านเดิม เรื่องเพื่อนผู้ชายเราตอบเพียงสั้นๆครับ ส่วนเรื่องผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆห่างหายกันไป เก็บไว้เพียงความทรงจำดีๆครับ อยากเล่าเรื่องนี้ยาวๆจังเลย แต่กลัวเสียน้ำตาจนหมดตัว โอ้ว...คิดถึงเธอเหลือเกิน....น้อยหน่าของเรา

     

    ตอบแสก comment 6 ช่าย เรื่องนี้อ่ะเล่าบ่อย เพราะว่าชอบมากและน่ากลัวมากเวลานั่งล้อมวงแล้วเล่าให้น้องผู้หญิงที่นั่งข้างๆฟัง สามารถหวังผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์...เชื่อป๋า

     

    ตอบเตย comment 7 เอ่อออ.....ข้ามไป...ไม่รู้จะตอบยังไง

     

    ตอบคีย์ comment 8 จบภาค1แล้ว ภาค2จะเปลี่ยนเป็นแนวรักโรแมนติคหวานซึ้ง มึงอย่าอ่านเลยเพราะคนไม่เคยมีแฟนอย่างมึงอ่านไปก็คงไม่เข้าใจหรอกว่ะ

     

    ตอบอ้อม comment 9-10 อย่าไปกลัวครับเวลาเจอผีให้เลือกทำ1ใน2อย่างต่อไปนี้

    1)       แช่งครับ แช่งไปเลย ไปตายซะ!!!” อันนี้ไม่ควรครับ บ้ารึเปล่า เค้าตายแล้วครับน้อง ตั้งสติหน่อย

    อย่านะอย่าเข้ามานะ รู้มั้ยกูลูกใคร พ่อกูชื่อเณรแอ นาโว้ย เดี๋ยวปั๊ดจับลนคางซ้าาา....

    แล้วแต่จะครีเอทคำแช่งละกันครับ ถ้าสติเหลือน้อยอนุญาตให้แกล้งตายครับ

    2)     ขอหวยเลยครับ อันนี้สำหรับผู้ที่จิตแข็งและอยากรวย ตะโกนถามไปเลยครับ 2ตัวตรงๆนะ 3ตัวก็ได้ เอาแบบไม่ต้องกลับเลยนะ เดี๋ยวได้ตังค์แล้วจะทำบุญไปให้ ที่เหลือก็เตรียมกระดาษจดให้ดีๆครับ ส่วนสิ่งที่ไม่ควรทำคือการขอ6ตัวตรงๆครับ โลภมากระวังโดนผีหลอก2เด้งนะครับ เผื่อเจอผีขี้เล่น

     

    ส่วนเรื่องที่เคยมีแฟนชื่ออ้อมนี่ล้อเล่นนะครับ ไม่เคยมี แต่อนาคตก็....มันเป็นเรื่องของอนาคตครับ...ไม่มีอะไรแน่นอน เนอะๆ

     

    ตอบปุ้ม comment 11 โถไอ้ปุ้ม ไอ้หน้าตาดี ถ้ากูหล่อได้สักครึ่งมึงนะ กูไปเปลี่ยนชื่อเป็นติ๊ก เจษฎาภรณ์ แล้วครับ ไม่มานั่งชื่อปุ้มอยู่อย่างงี้หรอกกกก  นะครับไปเปลี่ยนซะนะ...หล่อโคตร....

     

    February 07

    Once upon a time in Ladkrabang

    เที่ยงวันหนึ่ง.....ที่ลาดกระบัง

     

                     ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ผมนั่งหลบแสงแดดจ้าอยู่ใต้ถุนอาคารสี่ชั้นของคณะ โดยมีเจ้าตู๋นั่งเป็นเพื่อนอยู่ด้วย เราสองคนรอเวลาขึ้นเรียนวิชาต่อไป ยังมีเวลาเหลืออีกเกือบครึ่งชั่วโมง ความง่วงเริ่มครอบงำจนเราต้องช่วยกันคิดหาอะไรสนุกๆทำเพื่อความสดชื่น ผมออกความเห็นให้แซวผู้หญิงที่ดินผ่าน ตู๋ยิ้มพร้อมพยักหน้าเห็นด้วยตามสไตล์คนพูดน้อย(เฉพาะเวลาไม่เมา) แต่จะให้แซวธรรมดาๆจ๊ะจ๋าไปก็ใช่ที่ มันไม่สร้างสรรค์ ไม่สมกับที่อุตส่าห์ร่ำเรียนคณะสถาปัตย์ ผมจึงเริ่มนั่งคิดมุขใหม่ หลังจากใช้เวลาคิดนานถึงสามวินาทีจึงเกิดพุทธิไอเดียจากคำว่าใจละลาย เราน่าจะนำมันมาใช้แซวสาวๆได้

                    แผนการของเรามีดังนี้ เมื่อนางสาวเอ(นามสมมติ)เดินผ่านมา เราจะยิ้มและทักทายว่า น้องเอครับ มีแก้วเปล่าสักใบมั้ยครับ น้องเอจะทำหน้าตาน่ารักปนสงสัยแล้วถามกลับมาว่า เอาไปทำไมคะ เราสองคนก็จะเก๊กหน้าหล่อซึ่งจริงๆแล้วไม่ต้องเก๊กก็หล่อไม่ต้องปรึกษาใครอยู่แล้ว ก่อนจะตอบไปว่า จะยืมมาใส่หัวใจที่กำลังละลายหน่อยน่ะจ้ะ ฮิฮิ้ววววว.........

                    หลังจากเตี๊ยมกันด้วยความลำบากยากเย็นเป็นเวลาเกือบหนึ่งนาที เหยื่อรายแรกของเราก็เดินผ่านมา เธอเป็นรุ่นน้องต่างภาควิชา หน้าตาน่ารักทีเดียว เธอเดินมาพร้อมงานที่หอบหิ้วมาส่งอาจารย์ด้วยความเร่งรีบ

                    ผมทัก                                     น้องครับ มีแก้วเปล่าสักใบมั้ย?

                   เหยื่อหมายเลขหนึ่งตอบ       ไม่มี ก่อนจะรีบเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย

    ไม่เป็นไร เอาใหม่ ลาดกระบังไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว เราเริ่มมองหาเหยื่อรายต่อไป สาวๆเดินมากลุ่มใหญ่ แต่เราก็ไม่ได้ทำตามแผน เพราะมันเป็นกลุ่มเพื่อนเราเอง ผมพิจารณาแล้วว่าไม่มีใครหน้าตาดีและควรค่าพอที่จะได้รับเกียรตินั้นจากเรา พวกเธอเดินมุ่งหน้าไปที่อาคารเรียนแถมหันมาด่าเราอีกที่ยังมัวนั่งเอ้อระเหยอยู่ เราสองคนหันมาตกลงกันด้วยสีหน้ามุ่งมั่นว่าถ้าแผนการนี้ไม่สำเร็จ เราจะไม่ขึ้นเรียนเป็นอันขาด

                  เราจึงเริ่มดำเนินการตามแผนต่อไปอย่างขะมักเขม้น

     

                  ผมทัก                                     น้องครับ มีแก้วเปล่าสักใบมั้ย?

                  เหยื่อหมายเลขสองตอบ        ให้เพื่อนไปหมดแล้วอ่ะ

     

                  ผมทัก                                     พี่ฮะๆ มีแก้วเปล่าสักใบมั้ย?

                 เหยื่อหมายเลขสามตอบ       กินเหล้าเหรอ ที่ไหนๆ

     

                  ผมทัก                                     เธอๆ มีแก้วเปล่าสักใบมั้ย?

                 เหยื่อหมายเลขสี่ตอบ            กูจะพกแก้วเปล่ามาเดินเล่นทำไมวะ ถ้าเป็นทามาก็อดก็ไปอย่าง

    อ้าว... แถวบ้านมึงพาทามาก็อดไปเดินเล่นด้วยเหรอวะ

     

                   ผมทัก                                     เอ่อ....อาจารย์น้อยหน่าครับ มีแก้วเปล่าสักใบมั้ย?

                  เหยื่อหมายเลขห้าตอบ          อยู่บนโต๊ะอาจารย์น่ะ ไปเอาสิคะ

     

                  เหยื่อหมายเลขหก,เจ็ด,แปด,เก้า,สิบ.....

     

                 เลยเวลาเข้าเรียนมาพอสมควรเราเริ่มท้อแท้ แต่แล้วความหวังก็ถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงแสงสว่างเพียงจุดเล็กๆแต่เราก็พร้อมจะยิ้มรับมัน

                เธอชื่อกิม สาวสวยจากภาควิชาสถาปัตย์ภายในที่มักจะไปไหนมาไหนกับไอ้เนเพื่อนสาวต่างเผ่าพันธุ์ของเธอ ผมมองข้ามหัวไอ้เนไปหากิม เธอหันมาสบตาแล้วส่งยิ้มทักทาย ผมเริ่มรู้สึกเคลิ้ม.....ไม่ได้! เราต้องปฎิบัติภารกิจให้ลุล่วงเพื่อจะได้ขึ้นเรียนเสียที เราจะมาเสียการเรียนเพราะความเคลิบเคลิ้มในรอยยิ้มของกิมไม่ได้เด็ดขาด โอ้ว...ช่างแน่วแน่

     

                 ผมทัก     กิม...มีแก้วเปล่าสักใบมั้ยจ๊ะ?

                 กิมทำหน้าสงสัยและกำลังจะเอ่ยถามว่าทำไม ซึ่งจะทำให้แผนการของเราสำเร็จอย่างสวยงาม แต่ทว่า...ไวเท่าแสงเลเซอร์ ไอ้เนหันมาแสยะยิ้มก่อนจะพูดเร็วรัวราวกับว่ามันท่องบทมาตลอดเวลาสามปีที่เรียนอยู่ด้วยกัน

           “อะไรของพวกมึง! จะแดกเหล้ากันแต่หัววันเลยเหรอไง นี่คณะนะโว้ย! เค้าสร้างไว้ให้เรียนหนังสือ ไม่ใช่ผับนะ นึกจะขอแก้วก็ขอ นึกจะเมาก็เมา...แม่งเอ๊ย...กูล่ะสงสารพ่อแม่มึงชิบหาย ส่งลูกมาเรียนแม่งมานั่งแดกเหล้า ขายวัวส่งควายมาเรียนแท้ๆ

               ผมกับตู๋นั่งตัวแข็งในขณะที่มันจูงมือกิมเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเห็นกิมเหลียวกลับมามองเราด้วยสายตาเปี่ยมความสงสาร สวรรค์อุตส่าห์ส่งนางฟ้าลงมา แล้วทำไมนรกต้องกลั่นแกล้งด้วยการส่งปีศาจมาจุติเป็นบอดี้การ์ดด้วยนะ

                ผมเอนหลังนอนบนม้านั่งพร้อมกับความหวังที่พังทลาย เรียนคณะนี้มาสามปีไม่เคยรู้สึกอยากเข้าห้องเรียนเท่าวันนี้มาก่อนเลย และขณะที่ผมกำลังเคลิ้มจนใกล้หลับ ตู๋ก็สะกิดผม ผมโผล่หน้าไปดูตามทิศทางที่มันชี้ เป็นนิคนั่นเอง นิคมาเรียนสายมากและคงเป็นคนสุดท้ายที่จะเดินผ่านทางนี้แล้ว ตู๋บอกให้ผมรอเดี๋ยว ก่อนที่มันจะเดินไปกระซิบกระซาบกับนิคแล้วเดินกลับมานั่งข้างๆผม

     

               ผมทัก     นิค มีแก้วเปล่ามั้ย?

               นิค           เอาไปทำไม?

              เราสองคนหันมาสบตากันก่อนตอบกลับไปเป็นเสียงเดียวว่า จะยืมมาใส่หัวใจที่กำลังละลายหน่อย

              นิคยืนนิ่งอึ้งอยู่หลายวินาทีก่อนจะเดินมุ่งหน้าต่อไปทางอาคารเรียน เราสองคนแปะมือกันหัวเราะสนุกสนานอย่างกับถูกหวยรางวัลที่หนึ่งก่อนจะวิ่งตามนิคไปเพื่อเข้าห้องเรียน ผมนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้เลยถามตู๋ว่ามันไปกระซิบอะไรกับนิค ตู๋ยิ้มมุมปากก่อนบอกว่า มันไปขอร้องให้นิคพูดคำว่าเอาไปทำไม เราหยุดวิ่ง ผมจ้องหน้าไอ้ตู๋นิ่งแล้วตบหัวมันไปหนึ่งที มันทำหน้างง ก่อนที่ผมจะตบไหล่มันแล้วบอกว่า ขอบใจว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า เราหัวเราะกันเสียงดังแล้ววิ่งตามนิคที่ยังคงเดินทำหน้านิ่งอึ้งอยู่เหมือนเดิมและน่าจะอึ้งไปอีกหลายวัน

     

    แล้วคุณล่ะ  มีแก้วเปล่าสักใบมั้ยครับ?

     

    ปล.กรุณานึกถึงตู๋ด้วยความสุภาพ เพราะพระท่านยังบวชอยู่นะ เดี๋ยวนรกจะกินกบาลเหมือนเรา

    February 04

    The whisper of time

    เสียงกระซิบของกาลเวลา

     

                            ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ผมลืมตาตื่นในความมืด สายลมแผ่วเบาพัดผ่านหน้าต่าง พาเอาความเย็นกระทบหัวไหล่ที่เหนื่อยล้า แสงไฟสลัวที่สาดส่องมาจากถนนภายนอกกระทบบนฝาผนังที่ว่างเปล่า ผมเหม่อมองกรอบสี่เหลี่ยมที่เกิดจากแสงนั้น ภาพมากมายปรากฏขึ้นบนผนัง และท่ามกลางความเงียบงัน ผมได้ยินเพียงเสียงกระซิบของกาลเวลา...

    ....................

                            ผมมองเห็นดวงดาวมากมายที่อยู่ไม่ไกลเหมือนเคย ไม่แน่ใจนักว่ากลุ่มควันสีขาวเล็กๆที่ลอยอยู่นั้นคือเมฆหรือหมอก สายลมเอื่อยยามค่ำคืนช่วยพัดให้มันล่องลอยไปทั่วท้องฟ้า กิ่งไม้สั่นไหวราวกับจะกวักมือเรียกให้ดวงจันทร์คล้อยต่ำลงมาหาที่ผืนดิน ภาพตรงหน้าสวยงามเกินกว่าจะเป็นความจริง แต่ทุกสิ่งก็อยู่ใกล้เกินกว่าจะเรียกว่าความฝัน และเสียงกระซิบของกาลเวลายังคงทำหน้าที่ของมัน ผมหลับตาตั้งใจฟังเพื่อหาที่มาของเสียงนั้น

    ....................

     

                               เพียงไม่นานนัก ท้องฟ้ามืดสนิท สายลมที่พัดแรงจนไร้ซึ่งเมฆหมอก ต้นไม้สูงใหญ่สั่นไหวและส่งเสียงร้องคำรามในความมืด ผมรู้สึกหนาวสั่นและพยายามมองหาเพียงดาวสักดวงที่จะส่องแสงสว่างบนท้องฟ้าแต่กลับหาไม่เจอ  ผมไม่ชอบที่นี่ ผมชอบภาพที่เห็นเมื่อตอนลืมตาครั้งแรกมากกว่า แม้จะเป็นที่ที่ผมต้องอยู่คนเดียวเหมือนกัน ไม่มีใครเหมือนกัน แต่ที่นี่มันเหงาและโหดร้ายเกินไป ผมจึงค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพตรงหน้างดงามเหมือนเก่า ทั้งดวงดาว เมฆหมอก และดวงจันทร์ประดับอยู่เต็มท้องฟ้า เสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้ราวเสียงดนตรี ดวงดาวกระพริบแสงตามเป็นจังหวะ ผมเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ รู้สึกว่าความอ่อนล้าถูกดูดซับจากแผ่นหลังไปสู่ลำต้นนั้น ผมจับจ้องภาพตรงหน้า อยากจะหยุดทุกสิ่งให้คงไว้ เสียงกระซิบของกาลเวลาค่อยๆแผ่วเบาลงจนจางหายไป

     

                              ความงดงามตรงหน้าทำให้ผมหลงใหลจนเกินกว่าจะหยุดหรือเลิกมองมันได้ แม้จะเริ่มง่วงและอ่อนล้าแต่ผมยังคงฝืนมองมันอยู่อย่างนั้น ไม่สนใจว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานสักเพียงใด ผมหวังเพียงจะนั่งอยู่ตรงนี้ให้นานที่สุด ไม่รู้ว่าเพราะร่างกายที่อ่อนล้าลงหรือเปล่า ผมรู้สึกหนาวขึ้นเรื่อยๆ สายลมที่เคยอบอุ่นและแผ่วเบากลับพัดแรงขึ้นแรงขึ้น จนใบไม้ร่วงหล่น ทิ้งไว้เพียงลำต้นและกิ่งที่เหี่ยวแห้ง ผมแหงนหน้ามองดวงจันทร์หวังแสงสว่างเพียงน้อย  แต่แสงจันทร์ที่ก่อนหน้านี้เหลือเป็นรูปเสี้ยวสีทองกลับหายไปจากตำแหน่งนั้น ดวงดาวที่เคยเต็มท้องฟ้าหายไปโดยที่ผมไม่ทันสังเกต ทุกอย่างกลับกลาย ทั้งๆที่ผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิมและจ้องมองมันอยู่ไม่วางตา ผมรู้สึกเหนื่อยล้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ล้มตัวลงนอนบนพื้นหญ้าที่แห้งเฉา ดวงตาค่อยๆปิดลงพร้อมๆกับความหวังที่พังทลาย เกิดคำถามมากมายขึ้นในใจและคำถามที่ผมต้องการคำตอบมากที่สุดก็คือ ผมจะได้กลับไปเห็นภาพที่งดงามอย่างนั้นอีกหรือเปล่าและผมต้องรอวันนั้นอีกนานแค่ไหน

     

                          และก่อนที่ผมจะหลับใหลด้วยความอ่อนล้า ผมได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา ...เสียงกระซิบของกาลเวลา คำตอบนั้นทำให้ผมหลับตาลงพร้อมรอยยิ้ม..........

     

     

    .....ปล่อยเป็นหน้าที่ของฉันเอง......

    February 02

    A midsummer night tale

    เรื่องเล่าจากฤดูร้อน

     

                     ในความทรงจำที่ยังคงฝังแน่น ผมนึกเห็นภาพต่างๆในฤดูร้อนคราวนั้นได้ค่อนข้างขัดเจน และคงจะยังนึกถึงมันไปอีกนาน...อาจจะตลอดชีวิต

                     ท้องถนนในหมู่บ้านเล็กๆว่างโล่งเนื่องจากเป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอม ผมในวัย 11 ขวบมีกิจวัตรอย่างหนึ่งที่ต้องทำปะจำทุกวัน คือการขี่จักรยานไปหาตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อโทรไปคุยกับเด็กสาวที่แอบชอบอยู่ วันละ 2 ครั้ง คือกลางวัน 1 ครั้งและกลางคืน 1 ครั้ง โดยทุกครั้งจะมีเจ้าแต๊ก เด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันนั่งซ้อนท้ายไปด้วย ตู้โทรศัพท์ที่เราใช้เป็นประจำนั้นจะตั้งอยู่ในซอยเล็กๆทางเข้าแฟลต10 ที่เราเลือกตู้นี้เพราะมันอยู่ไกลบ้านเราพอสมควรป้องกันการมีผู้ใหญ่เอาไปฟ้องแม่ว่าเราแอบมาคุยโทรศัพท์กับผู้หญิงทุกวันและด้วยความลึกของซอยทำให้มีคนมาใช้ค่อนข้างน้อย

                    แต่วันนี้ไม่เป็นอย่างที่เราคิด เพราะเมื่อเราเลี้ยวจักรยานเข้ามาในซอยแฟลต10 กลับพบภาพผู้คนมากมายมุงดูอะไรบางอย่าง ผมกับแต๊กจอดจักรยานไว้และฝ่าฝูงชนเข้าไปด้วยความอยากรู้แบบเด็กๆ ผมชวนแต๊กเดินเหยียบไปบนแผ่นไม้อัดที่ปูอยู่บนพื้นเพราะเห็นว่าบรรดาคนที่มุงอยู่นั้นจะไม่มีใครยืนบนไม้อัดแผ่นใหญ่นั้นเลย ทำให้ง่ายต่อการเจาะเข้าถึงที่เกิดเหตุได้ไวที่สุด แต่ในขณะที่เรากำลังจะเดินผ่านไม้อัดแผ่นนั้นไปในก้าวสุดท้าย มีมือเอื้อมมาดึงไหล่ผมไว้จากด้านหลัง ผมหันไปมองด้วยความตกใจ เจ้าของมือนั้นเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนไม่เคยคุ้นหน้ามาก่อนทำสีหน้าเครียดก่อนเอ่ยถามผมว่า รู้มั้ย เอ็งเหยียบอะไรอยู่ ผมก้มลงมองแผ่นไม้อัดเก่าๆก่อนจะเงยหน้าตอบ แต่ไม่ทันที่คำตอบจะออกจากปาก เขาก้มลงยกมุมแผ่นไม้อัดขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นกองเลือดสีแดงสดกองใหญ่ที่ยังไม่แห้งเหือดเป็นคราบ ภาพเลือดที่หยดลงจากแผ่นไม้อัดช้าๆทีละหยดทำเอาผมกับเพื่อนแทบจะอาเจียนออกมา เราถูกผู้ใหญ่ลากออกมาข้างนอกนั่งพักอยู่ข้างตู้โทรศัพท์ นั่งมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครพูดอะไรก่อนที่เจ้าแต๊กจะน้ำตาไหลซึมออกมา

                          เรา2คนยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นเพื่อฟังความจากเสียงที่เล่าต่อกันไปมาใต้แฟลต10 จนจับใจความได้ว่า มีเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งนั่งเล่นกันอยู่บนชั้น4 ของแฟลต10 ก่อนจะหยอกล้อกันจนเพื่อนคนหนึ่งเสียหลักหงายหลังตกมาจากราวระเบียง สภาพสาหัส วันนั้นเรา 2 คนตัดสินใจไม่ใช้ตู้โทรศัพท์ตู้นั้น

    หลายวันผ่านไป ข่าวยังคงแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน เด็กหนุ่มคนนั้นไม่เสียชีวิต แต่มีสภาพที่เรียกได้ว่าแทบจะพิการ ฟันหน้าหักหมดปาก สมองไม่สั่งการ ต้องนั่งบนรถเข็นตลอดเวลา หมอให้เขาออกจากโรงพยาบาลมาพักที่บ้านแล้ว และเราก็ยังคงไปใช้ตู้โทรศัพท์ตู้นั้นอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เราได้พบกับเด็กหนุ่มเคราะห์ร้ายคนนั้น เขานั่งอยู่บนรถเข็นโดยมีผู้ชายวัยกลางคนเข็นอยู่ด้านหลัง ผมพยายามเหลือบมองเขาโดยไม่ให้ผิดสังเกต เขานั่งตาลอง คอเอียงและมีน้ำลายไหลออกมาตลอกเวลาเนื่องจากไม่มีฟันหน้าเหลืออยู่เลย และเมื่อผมปั่นจักรยานผ่านเขาไปได้ไม่ไกลนัก เจ้าแต๊กเพื่อนซี้ก็สะกิดไหล่ผมพร้อมกับพูดกลั้วเสียงหัวเราะ จี เมื่อกี้เห็นรึเปล่า ผมด่ามันว่าอย่าไปหัวเราะเขา น่าสงสาร แต่มันก็ยังหัวเราะเยาะเขาไปอีกพักหนึ่งจนผมแสดงออกว่ารำคาญ มันจึงเงียบไป

                               จนโรงเรียนเปิดเทอม เราไปใช้บริการตู้โทรศัพท์นั้นไม่บ่อยนัก เด็กหนุ่มคนนั้นเสียชีวิตลงแล้ว คงเพราะอาการแทรกซ้อน ข่าวของเขาค่อยๆเลือนหายไปพร้อมกับฤดูร้อน

                            ค่ำวันหนึ่งผมคิดถึงเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาจึงไปชวนแต๊กขี่จักรยานไปที่แฟลต10 มันไม่ปฎิเสธ ผมขี่ไปช้าๆส่วนมันนั่งซ้อนท้ายโดยหันหลังชนกับผม ถนนค่อนข้างโล่งเพราะเป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว เราขี่จักรยานลัดเลาะไปจนโผล่ในซอยแฟลต10  อีกไม่ถึง20เมตรจะถึงตู้โทรศัพท์อยู่แล้ว เจ้าแต๊กดันทำให้ผมตกใจเพราะมันกระโดดลงจากรถจนผมเสียหลักเกือบล้ม ผมประคองรถก่อนจะหันไปด่ามัน แต่ปรากฏว่ามันวิ่งเตลิดหนีไปไกลเสียแล้ว ผมนึกด่ามันในใจทีมันหมายจะแกล้งผมให้กลัวแบบนี้ ก่อนจะลงไปคุยโทรศัพท์กับเธอคนนั้นจนหายคิดถึง

                              ผมปั่นจักรยานกลับบ้านโดยตั้งใจว่าจะแวะที่บ้านเจ้าเพื่อนตัวแสบเพื่อแกล้งมันคืน ไปถึงหน้าบ้านแต๊กเจอแม่มันเดินมาหาเราแล้วถามว่าไปเล่นอะไรกันมา ทำไมแต๊กวิ่งขึ้นห้องล็อกประตูไม่พูดไม่จากับใคร ผมรู้สึกงงมาก เดินตามแม่แต๊กขึ้นไปชั้นบน ประตูล็อก แม่เคาะเรียก ผมส่งเสียงช่วยอีกแรงอยู่นานหลายนาทีจนผมรู้สึกกังวลใจแปลกๆ แล้วประตูก็ค่อยๆแง้มออก ผมแทบจำหน้าเพื่อนซี้ไม่ได้ แต๊กทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น หน้าซีดเผือด น้ำตาไหลไม่หยุด แม่แต๊กหันมามองผมด้วยสายตาตำหนิ แกคงคิดว่าผมไปแกล้งอะไรมัน แต่เป็นมันต่างหากที่พยายามแกล้งผมให้ตกใจ ผมกลับบ้านด้วยความสับสน

                              หลายวันที่แต๊กไม่ไปโรงเรียน แม่ผมบอกว่าแต๊กไข้ขึ้นสูงมากจนพ่อกับแม่ต้องผลัดกันลางานมาเฝ้าไข้ ผมไม่กล้าไปเยี่ยมเพาะกลัวจะโดนผู้ใหญ่ตำหนิเอา จนวันหนึ่งที่มันมาหาผมที่บ้าน สีหน้าสดใสขึ้น ผมชวนมันเล่นเกม เรานั่งเล่นเกมกัอยู่นานพลางคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้รวมถึงเรื่องที่โรงเรียนที่มันขาดไปหลายวัน ผมรอดูจนเห็นท่าทางว่าแต๊กสบายใจดีแล้ว ผมจึงเอ่ยคำถามที่เก็บไว้นานหลายวัน วันนั้นมึงเห็นอะไร แต๊กเปลี่ยนสีหน้าทันที หน้าซีดพลางกลอกตามองไปรอบๆอย่างคนหวาดระแวง เราหยุดเล่นเกม ผมสังเกตเห็นว่ามือแต๊กสั่นนิดๆ ผมจ้องตาเพื่อเค้นคำตอบจากปากมัน แต๊กยกมือขึ้นกอดอกสายตาที่กลอกมองไปรอบห้อง หยุดอยู่ตรงหน้าผม มันสบตาผมก่อนจะเอ่ยคำพูดแผ่วเบา กูเห็นผี ทุกสิ่งรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ผมพยายามตั้งสติก่vนถามย้อนมันไปว่า ผีอะไรวะ มันชวนผมไปนั่งที่ม้านั่งหน้าบ้านโดยมีแม่มันนั่งคุยกับแม่ผมอยู่ไม่ห่างกันนัก การมีผู้ใหญ่อยู่ใกล้ๆทำให้เรากล้าคุยกันเรื่องนี้แต่ก็ต้องคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบาที่สุด ผมพยายามตั้งสติเพื่อรับฟังประสบการณ์ของมัน และด้วยความกลัวในสิ่งที่มันเล่ามานั้นอาจทำให้ผมถ่ายทอดได้ตกหล่นไปบ้าง แต่ผมก็จะพยายามเล่าให้ฟังอย่างดีที่สุด

                          ตอนที่เรานั่งรถจักรยานไปโดยมีผมเป็นคนปั่นและแต๊กนั่งซ้อนท้ายโดยหันหลังชนกับผมนั้น แต๊กมันมองไปทางแฟลท10 ตรงใกล้ๆที่มันเคยเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิต และมันก็เห็นรถเข็นคันหนึ่งตั้งอยู่มันพยายามเพ่งมองไปในความมืดว่าเป็นรถเข็นรึเปล่า ผมยังคงปั่นจักรยานไปช้าๆ ในขณะที่รถเข็นคันนั้นค่อยๆหมุนมาหามัน เผยให้เห็นร่างเด็กหนุ่มนั่งอยู่บนรถเข็น คอเอียงและมีน้ำลายไหลออกทางมุมปาก สายตาจ้องตรงมาที่เจ้าแต๊กพร้อมกับอ้าปากส่งเสียงหัวเราะแต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ แต๊กมันได้ยินเสียงหัวเราะนั้นที่ข้างๆหูราวกับมีคนมากระซิบใกล้ๆ มันจึงตกใจกลัวแล้วกระโดดลงจากรถจักรยาน ทิ้งผมไว้ที่ข้างตู้โทรศัพท์ในคืนเดือนมืดคืนนั้นเพียงลำพัง....

    January 24

    Midnight ไขปริศนา 1 ตอบปัญหาคารู(หัวใจ)

    เนื่องจากมีข้อสงสัยมากมายจึงตั้งกระทู้มาเพื่อตอบคำถามเพื่อนๆทุกคนโดยเฉพาะ เพื่อปัดเป่าความคลางแคลงใจให้หายไป
    ข้อแนะนำ:ควรอ่านคอมเมนท์ของกระทู้เที่ยงคืนหนึ่งที่กรุงเทพฯ ประกอบนะครับ
     
    ตอบปุ้ม comment1: ทำไมวะ ผู้ชายตัวเล็กๆอย่างกรูจะอ่อนไหวดั่งไผ่ต้องลมมันแปลกตรงไหน

    ตอบอี๊ด comment2: พารา2เม็ดเอาไม่อยู่ ตอนนี้ไปกรีดยางพาราที่ชายแดนภาคใต้ได้2ไร่แล้ว อยู่กรุงเทพฯไม่ได้อะ ผู้หญิงกรุงเทพฯใจร้ายยิ่งกว่าโจรภาคใต้อีก

    ตอบตูน comment3: ผู้ชายหน้าตาดี จะแต่งเพลงให้ผู้หญิงที่เรารักสักคน ไม่เห็นจะcontrastตรงไหนเลยน้อง ไม่เชื่อลองนึกถึง โดมแต่งเพลงให้พลอย อะไรอย่างเงี้ย ไม่แปลกๆ...

    ตอบโบ comment4: ถ้าชอบก็ให้แม่มาขอ....

    ตอบตูน comment5: ใครเข้ามาอ่านจะงงว่าคุณสมบัติอะไร คุณสมบัติที่ว่าน่ะคือเราไปคอมเมนท์ไว้ที่สเปซตูนว่าเราน่ะนะมีคุณสมบัติดังนี้"สถาปนิกหนุ่ม ถือศีลห้า หน้าตาดี มีรถขับ" สนใจติดต่อได้นะครับ ช่วงวาเลนไทน์จะมีโปรโมชั่นพิเศษ เพียงโทรมานอกจากจะได้คุยกับผู้ชายดีๆแล้วถ้าโชคดีคุณอาจได้พบกับรักแท้...

    ตอบแอน comment6: พี่ไม่ได้อ่อนไหวเฉพาะหน้าหนาวนะ พี่มักจะอ่อนไหวหน้าโรงเรียนพานิชย์มากกว่า แต่ล่าสุดค้นพบว่าหน้าโรงเรียนนานาชาติพี่ก็อ่อนไหวเหมือนกัน

    ตอบอ้อม comment7: ถ้าอยากฟังเพลงนี้นะครับ โทรมานัดไปเที่ยวเกาะช้างได้นะครับเดี๋ยวจะเล่นกีตาร์ให้ฟัง ไป2คนนะ เพลงนี้จะได้เพราะเป็นพิเศษ ส่วนเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นเกาะช้าง ก็เพราะว่ามันใกล้ เกาะช้างอยู่แถวๆเขาดินเอง นั่งรถเมล์ก็ถึง.....ไปครับ ไปเกาะช้างกัน

    ตอบใครก็ไม่รู้ comment8: สบายดีครับ สบายกายดี ส่วนหัวใจนั้น คุณคงต้องมาถามหัวใจผมเอง เพียงใช้หูแนบกับอกข้างซ้ายแล้วหัวใจผมจะให้คำตอบ

    ตอบโบ comment9: I believe that because it bring me to found you and love you at first sigth.

    ตอบนิค comment10: เค้าเข้มแข็งดีนะ ไม่ต้องห่วงเค้าหรอก ห่วงกูเหอะ

    ตอบแอม comment11: กูไม่ไปลาวหรอก กลัวเจอมึงฮันนีมูนอยู่กับไอ้ตึก แย่หน่อยนะ เป็นชู้ทางใจ พี่เข้าใจไอ้ตึกมันหน้าตาดี

    ตอบอ้อม comment12: จะอัพล่ะครับ หากินง่ายๆด้วยการอัพคำตอบของคอมเมนท์ทุกคนซะเลย แบบว่าเขียนไว้เยอะนะแต่ขี้เกียจพิมพ์ รับสมัครนะ สนปะ พิมพ์อัพเดทให้เดี๋ยวแบ่งเงินเดือนให้สักสามหมื่น พอปะ...แบบว่าตังค์เหลือ...

    ตอบปุ้ม comment13: ไอ้เว่อร์ ไม่ใช่มนุษยชาติทั้งหมดหรอกที่ต้องการพี่น่ะ แค่มนุษยชาติเพศหญิงเท่านั้นแหละน่า อย่ายกยอพี่เกินไปเลย...ไม่ชอบนะ ไม่ชอบ

    ตอบแสก comment14: จีไม่มีดู๋ ตัดทิ้งซะสิมึง...ขาดดู๋แล้วมึงจะรู้สึก เออ..ส่วนชื่อมึงน่ะนะ "แสกจนน้ำเตียบ" 55 ชื่อดีมีมงคล

    ตอบเตย comment15: ใครพูดถึงครับ อย่าใช้คำว่าพูดถึงเลยครับเค้าเรียกว่านินทาครับ นินทา พอจะเดาออกครับว่าพูดถึงในแง่ไหน สาเหตุที่ทำตัวไม่ดี เพราะเป็นคนดีแล้วมันไม่มีใครไงครับ 555
     
    ตอบอ้อม comment16: พี่ไม่ได้จะแจกเบอร์โทรศัพท์นะครับ แค่จะแจก"เบอร์ว่ารักแถบ" "แบบว่ารักเธอ" แค่นั้นเอง...นังตูนใจร้าย
     
    ไว้พบกันใหม่ เมื่อเกิดคำถามมากมาย มิดไนท์พร้อมจะไขปริศนาให้คุณ
    January 12

    เที่ยงคืนหนึ่ง...ที่กรุงเทพฯ

     

    ในคืนที่ดาวบนฟ้าไม่สวยเหมือนก่อน นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตรง...จุดเปลี่ยนแปลงจากวันเก่าสู่วันใหม่ วันเก่าจบลงและเริ่มวันใหม่ในเสี้ยววินาทีที่เข็มนาฬิกาเดินมาอยู่ที่เลขเดียวพร้อมกันทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่มนุษย์เราจะสามารถสัมผัสกับรอยต่อนั้นได้...รอยต่อของกาลเวลา

    หลายครั้งในชีวิตที่อยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนั้นเพื่อไม่ให้วันใหม่มาถึง...วันใหม่ที่เริ่มต้นจากคืนเศร้า วันใหม่ที่เริ่มต้นจากคืนที่เลวร้าย เช่นเดียวกับเที่ยงคืนนี้

    ได้รับฟังเรื่องราวจากผู้หญิงคนหนึ่ง ความเจ็บช้ำที่เธอรับไว้มากมาย แม้จะไม่ได้พูดตอบอะไรเธอไปแต่ข้างในใจมันอัดแน่นไปด้วยถ้อยคำมากมายที่อยากบอก อยากปลอบใจแต่ที่ทำไม่ได้เพราะไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเข้าใจเธอ

    เคยได้อ่านบทสัมภาษณ์จากนักแต่งเพลงมืออาชีพคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า เวลาที่เหมาะสมกับการแต่งเพลงมากที่สุด คือตอนที่จิตใจถูกอัดแน่นด้วยความรู้สึกบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า หรือความเหงา มันจะใช่อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ พยายามนึกย้อนไปถึงทุกคำพูดของเธอที่ระบายออกมาก่อนหน้านี้ เป็นเสียงที่คุ้นเคยแต่แปลกไปตรงที่มันแตกพร่า คงเป็นเพราะน้ำตาที่ไหลอยู่ อยากให้ท่อนแรกของเพลงนี้เป็นสิ่งที่อยากพูดออกไปในตอนนั้นจริงๆ แม้จะไม่ได้เอ่ยมันออกไป

     

    “ฉันรู้...เธอคงผิดหวังมากมาย                          กับผู้ชาย...คนนี้ที่เธอรัก

    มั่นใจ...และคิดว่าเขาจะรู้จัก               ความรัก...ที่จริงแท้และมั่นคง

     

    เธอเล่าให้ฟังว่าเธอคบกับเขามานานขนาดไหน ผ่านอะไรด้วยกันมามากมายและเรื่องราวเหล่านั้นก็ทำให้เธอมั่นใจว่าเขาคือผู้ชายที่จะดูแลเธอไปตลอดชีวิต เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าในวันหนึ่งทุกสิ่งมันจะกลายเป็นตรงกันข้าม...

     

    วันเวลาเหตุการณ์มากมาย...ได้พ้นผ่าน

    และไม่นาน...เขาก็ทำให้เธอเสียใจ

     

    หลายคืนแล้วที่เธอต้องร้องไห้อยู่ลำพัง เขาไม่สนใจจะรับฟังเธอ มันยิ่งตอกย้ำลงบนแผลในหัวใจ เธอไม่เข้าใจว่าที่ผ่านมาอะไรทำให้เธอคาดหวังกับเขามากมายขนาดนั้น...ไม่กล้า ไม่กล้าบอกเธอว่าเข้าใจความรู้สึกของเธอ

     

    ฉันรู้...ความหวังของเธอทลาย       เพราะผู้ชาย...ที่เธอให้รักจริง

    แต่เขา...กลับมองข้ามไปทุกทุกสิ่ง                        และทอดทิ้ง...เธอไว้ให้เดียวดาย

     

    ฟังทุกคำที่เธอพูดมา ทำให้รู้สึกเลวร้ายกับเขาเหลือเกิน เกลียดเขา ถ้าเพียงแต่เขานั้นไม่ใช่...

     

    วันเวลาเหตุการณ์มากมาย...ได้พ้นผ่าน

    และไม่นาน...ฉันก็ทำให้เธอเสียน้ำตา

     

    มีถ้อยคำมากมายที่อยากอธิบายให้เธอได้รับรู้ถึงเหตุผลที่ได้ทำกับเธออย่างนั้น แต่ในวินาทีนี้กลับพูดออกไปไม่ได้ ทุกครั้งที่พยายาม เสียงสะอื้นของเธอก็สะกดมันเอาไว้ไม่ให้ทำร้ายเธอไปมากกว่านี้ ทุกสิ่งเงียบงันไม่อาจรับรู้อะไรแม้แต่หัวใจตัวเองที่กำลังเต้นอยู่

     

    ฉันทำให้เธอไม่ได้...ที่เธอไว้ใจ             ว่าฉันมีรักมั่นคง

    ฉันคนไหวหวั่น...แค่เพียงเหินห่าง        ก็อาจแบ่งรักให้ใคร

    ฉันขอให้เธออย่าเสียดาย...อย่าเสียใจ...

     

    ท่ามกลางความเงียบ ในหัวใจปรารถนาให้เธอหยุดร้องไห้ อยากปลอบใจเธอ อยากให้เธอกลับมาเป็นคนเดิมที่สดใสร่าเริงเป็นที่รักของทุกคน แต่ก็เป็นคนหนึ่งที่รู้ดีว่าไม่มีคำปลอบโยนใดจะสามารถฉุดเราขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความเศร้าได้ สิ่งเดียวที่ทำอย่างนั้นได้คือเวลา และจากนี้ไปเวลาก็จะทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง

     

    เมื่อใดน้ำตาเธอหยุดไหล                     ขอความสดใสจงคืนกลับมา

    พาเธอไปพบคนใหม่...คนที่ควรค่า...

     

    ในชีวิตคนเราต้องผ่านอะไรมากมาย ทั้งเรื่องดีและร้ายต่างก็ทำให้เราเติบโตและเข้มแข็ง ไม่มีใครที่ผ่านชีวิตมาได้โดยไม่เคยหกล้ม มันอาจทำให้เราต้องหยุดก้าวแต่มันก็ทำให้เราได้หยุดมองและไตร่ตรองว่าเราควรจะก้าวต่อไปบนเส้นทางนั้นหรือควรจะเปลี่ยนเส้นทาง

    เวลาเที่ยงคืนที่ผ่านพ้น ทำหน้าที่เปลี่ยนวันให้เรา แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆแต่ก็หวังอยากให้เธอใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางที่ดี

     

      เพลง ........(ยังคิดชื่อไม่ออก)

     

    ฉันรู้...เธอคงผิดหวังมากมาย                               กับผู้ชาย...คนนี้ที่เธอรัก

    มั่นใจ...และคิดว่าเขาจะรู้จัก                                 ความรัก...ที่จริงแท้และมั่นคง

    วันเวลาเหตุการณ์มากมาย...ได้พ้นผ่าน

    และไม่นาน...เขาก็ทำให้เธอเสียใจ

    ฉันรู้...ความหวังของเธอทลาย                              เพราะผู้ชาย...ที่เธอให้รักจริง

    แต่เขา...กลับมองข้ามไปทุกทุกสิ่ง                        และทอดทิ้ง...เธอไว้ให้เดียวดาย

    วันเวลาเหตุการณ์มากมาย...ได้พ้นผ่าน

    และไม่นาน...ฉันก็ทำให้เธอเสียน้ำตา

     

    *ฉันทำให้เธอไม่ได้...ที่เธอไว้ใจ             ว่าฉันมีรักมั่นคง

    ฉันคนไหวหวั่น...แค่เพียงเหินห่าง        ก็อาจแบ่งรักให้ใคร

    ฉันขอให้เธออย่าเสียดาย...อย่าเสียใจ...

     

    **เมื่อใดน้ำตาเธอหยุดไหล                   ขอความสดใสจงคืนกลับมา

    พาเธอไปพบคนใหม่...คนที่ควรค่า...

    กว่าคนที่ทำให้เธอไม่ได้...ทั้งที่ไว้ใจ      ว่าจะมีรักมั่นคง

    ฉันคนไหวหวั่น...แค่เพียงเหินห่าง        ก็อาจแบ่งรักให้ใคร

    ฉันขอให้เธออย่าเสียดาย...อย่าเสียใจ...กับคนอย่างฉัน

    ....................................

     

    January 07

    BECK

                       ปีใหม่คราวนี้ตัดสินใจว่าจะให้ของขวัญตัวเองด้วยการจัดห้องนอนใหม่ จึงทำการรื้อหนังสือการ์ตูนทุกเล่มลงมาไว้ข้างล่างเพื่อทำการปัดฝุ่นและรอตู้หนังสือที่จะสั่งทำมาไว้วางการ์ตูนโดยเฉพาะ ห้องข้างล่างจึงแน่นมากและเมื่อถึงขั้นตอนทำความสะอาดพวกมันก็ทำให้อดใจไม่ไหวที่จะหยิบบางเล่มมาเปิดอ่านหลังจากหยุดอ่านอย่างจริงจังไปตั้งแต่เรียนชั้นปี 5 และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้พบกับพื้นที่เล็กๆในหัวใจที่เราหลงลืมมันไปเสียนาน

                      เป็นภาพที่พ่อและแม่ต้องแปลกใจที่เห็นลูกชายกลับมานั่งอ่านนอนอ่านหนังสือการ์ตูนทั้งคืน ทำให้โดนทักว่านึกว่าเลิกอ่านไปแล้ว โตแล้วนะยังอ่านการ์ตูนอยู่อีกและตามภาษาลูกกตัญญูอย่างเราจึงสวนกลับบุพการีไปว่า ไม่เห็นมีเขียนบนหน้าปกเลยว่าอายุเกิน24ห้ามอ่าน พูดจบประโยคปุ๊บก็ได้ยินเสียงเบาๆลอยมาตามลม ฟังได้ความว่า ชวน ป๋วย ปี่ แป กอ แปลว่าอะไรวะใครบอกที

                     พออ่านเล่มเก่าๆจบไป2-3เรื่องจนพอจะรื้อความหลงไหลในหนังสือการ์ตูนออกมาได้แล้ว ก็มาถึงปฏิบัติการหาการ์ตูนใหม่ๆมาสนองตัณหา พยายามนึกว่าเคยมีเรื่องไหนที่เราเคยอ่านของเพื่อนมาแล้วติดใจบ้าง ทำให้นึกออกว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับวงดนตรี เคยอ่านแล้วสนใจมากว่าคนเขียนเค้าสื่อเสียงเพลงในหนังสือการ์ตูนได้อย่างไร แถมยังมีเนื้อเรื่องที่ให้กำลังใจและอ่านสนุกด้วย....ตรงดิ่งไปที่ร้านเจ้าประจำที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ลุงคนขายที่เราเคยอุดหนุนแกมาตั้งแต่เรียน ม.1 ไม่อยู่แล้ว แม้จะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวแต่มันก็มีความรู้สึกบางอย่างที่แล่นขึ้นมาที่หน้าอกเหมือนกัน มันคงเพราะความเคยชินที่ต้องซื้อการ์ตูนกับลุงคนนี้มาตลอดสิบกว่าปีล่ะมั้งที่ทำให้ขาเราหยุดยืนอยู่แค่ตรงหน้าร้านตั้งหลายนาที...

                    ถือการ์ตูน 20 เล่มเข้าบ้านแทนม้วนแบบบ้านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ในใจยังเต็มไปด้วยความกลัว กลัวจะโดนแม่ด่าเหมือนตอนที่ขอเงินแม่ไปซื้อสมัยเด็กๆ แต่ตอนนี้แม่ได้แต่มองด้วยสายค้อนเล็กๆ ผมยิ้มอย่างมีชัยก่อนที่จะเดินอย่างสง่าผ่าเผยผ่านหน้าแม่ไปพร้อมกับBECK ทั้ง20เล่มในมือ

                    BECKคือชื่อหมาตัวนึงในเรื่องที่ถูกพวกพระเอกนำมาตั้งเป็นชื่อวงดนตรีของตัวเอง แม้จะวาดตัวละครไม่สวยนักแต่รู้สึกถึงการถ่ายทอดอารมณ์ได้ดี ฉากที่ควรจะตลก ควรจะเศร้า ควรจะมันส์ ทำหน้าที่ได้ตามที่ผู้เขียนต้องการสื่อ แต่ส่วนที่ต้องยกย่องนั้นคือฉากการแสดงคอนเสิร์ตของวงBECKที่สื่อได้ถึงอารมณ์สนุกสนาน เร่าร้อน ราวกับมีเสียงดังออกมาจากหน้ากระดาษนั้นเลยทีเดียว เป็นการ์ตูนที่ทั้งสนุก ให้ข้อคิด และมีทัศนคติที่ดี อ่านได้ทุกผู้ทุกวัย ที่สำคัญสามารถสร้างแรงบันดาลใจและกำลังใจแก่ทุกคนได้อย่างยอดเยี่ยม

                    สำหรับข่าวล่าสุดของBECK ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นมีการนำมาทำเป็นอนิเมชั่นแล้ว ในรูปแบบวีซีดีมีวางถึงแผ่นที่9(ล่าสุด) และยังมีอัลบั้มซาวด์แทร็กของอนิเมชั่นด้วย ส่วนในไทยนั้นได้ข่าวล่าสุดมาว่าจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในปี2006 และในรูปแบบหนังสือการ์ตูนนั้นออกวางแผงถึงเล่ม20แล้ว โดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ

     

                   ส่วนด้านล่างนี้เป็นเนื้อเพลงswimming bareที่ปรากฎอยู่ในเรื่อง

     

     

     

    Swimming bare: Beck

    Full moon sways
    Gently in the night of one fine day

    On my way
    Looking for a moment with my dear

    Full moon waves
    Slowly on the surface of the lake

    You were there
    Smiling in my arms for all those years

    What a fool
    I don't know 'bout tomorrow
    What it's like to be
    Ah...

    I was fool
    Couldn't let myself to go
    Even though I feel
    The end

    Old love affair
    Floating like a bird resting her wings

    You were there


    December 23

    Midnight Sad Song

     

    Midnight sad song

     

    ท่ามกลางแสงไฟของเมืองหลวงยามราตรี รถรามากมายวิ่งหล่อเลี้ยงถนนแต่ละสายให้ยังคงมีชีวิตราวกับคืนนี้จะไม่ถึงคราหลับใหล

    ในร้านที่มีเพียงแสงไฟสลัว เสียงดนตรีร้อยเรียงไปกับเสียงวุ่นวายของผู้คน แต่สำหรับชายหญิงคู่หนึ่งนั้นราวกับว่าเสียงทั้งหมดไม่มีความหมายต่อเขาและเธอเลย ชายหนุ่มยังคงยกแก้วขึ้นดื่มโดยไม่ใยดีกับทุกสิ่งรอบกาย แม้แต่สายตาห่วงใยของหญิงสาวที่เฝ้ามองเขาอยู่

    ความจริงเราก็คบกันมานานแล้วนะ แต่ทำไมฉันกลับรู้สึกเหมือนไม่เข้าใจเขาสักอย่าง คืนนี้ก็เหมือนกัน เขายังไม่พูดอะไรกับฉันสักคำ สบตาสักครั้งยังไม่มีเลย มาถึงก็นั่งเงียบเอาแต่กินเหล้าอยู่นั่น มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนไม่มีความสำคัญต่อเขาเลย แต่เอาเถอะ...แก้วนี้เป็นแก้วสุดท้ายแล้วกัน

    เธอรอให้เขาวางแก้วลงแล้วจึงแตะไหล่เขาเบาๆเป็นการส่งสัญญาณให้เขาพอ มือของเขายังคงจับแก้วอยู่เมื่อเขาหันมาสบตาเธอ เขาปล่อยแก้วแล้วลุกเดินออกจากร้าน เธอเดินตามเขามาช้าๆในดวงตาเต็มไปด้วยความเสียใจ

     

    .....................................

     

    เขายังคงขับรถไปอย่างเงียบๆมีเพียงเสียงเพลงจากวิทยุคลอไปกับความเงียบงัน เธอมองเหม่อไปนอกรถเห็นแสงไฟข้างทางที่วิ่งผ่านไปทีละดวงทีละดวง เธอรู้สึกคุ้นหูกับเสียงเพลงที่ลอยมาแผ่วเบา ภาพในความทรงจำปรากฏขึ้นต่อจากแสงไฟดวงที่เพิ่งผ่านพ้นไป ภาพที่เขาเคยเล่นกีตาร์และร้องเพลงนี้ให้เธอฟัง แม้มันจะผ่านมานานแล้วแต่กลับชัดเจนเสียจนทำให้เธอต้องเสียน้ำตาอีกครั้ง เขาบอกว่าชอบเพลงนี้มากแต่เธอรู้สึกว่าเพลงมันเศร้าเกินไปโดยเฉพาะในคืนที่บรรยากาศระหว่างเขากับเธอเป็นแบบนี้ เธอยิ่งรู้สึกไม่ชอบเพลงนี้เอาเสียเลย เธอเช็ดน้ำตาแล้วหันไปมองเขา แต่เขายังมองตรงไปที่ถนนและเอื้อมมือมาเพิ่มเสียงวิทยุให้ดังยิ่งขึ้น เธอยังคงจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง

    ทำไมเวลามันเดินช้าอย่างนี้ ฉันไม่เคยรู้สึกว่าฟังเพลงไหนยาวนานขนาดนี้มาก่อนเลย

    เธอนึกในใจขณะที่มองนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตรง ใกล้ถึงบ้านเธอเต็มที ตอนนี้เธออยากพูดอะไรกับเขาสักคำจึงยื่นมือไปเพื่อจะเบาเสียงเพลงลงหน่อย แต่เขากลับขวางมือเธอไว้แล้วเร่งเสียงเพลงให้ดังยิ่งขึ้น เพลงท่อนสุดท้ายจบลงพร้อมกับที่เขาหันมาสบตาเธอ ก่อนจะหันกลับไป

    แม้เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่แววตานั้นมันช่างเย็นชากับฉันเหลือเกิน

     

    ........................................

     

    รถจอดนิ่งอยู่หน้าบ้าน เขาลดกระจกและมองเธอเดินเข้าบ้าน เธอหันมามองเขา เวลาเพิ่งพ้นเที่ยงคืนมาไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่เธอกลับรู้สึกว่าช่างเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน เธอหันหลังให้เขาแล้วเดินเข้าบ้าน ได้ยินเพียงเสียงรถที่เคลื่อนตัวออกไปช้าๆกลบเสียงสะอื้นของเธอ

    น้ำตาฉันไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ฉันไม่เคยรู้สึกเศร้าใจอะไรแบบนี้มาก่อน .....เศร้าราวกับว่าฉันจะไม่ได้พบเขาอีกแล้ว

     

    .................................

     

    เด็กหนุ่มหลับไปอย่างง่ายดายด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ กอดบางสิ่งไว้ในอ้อมอก และเมื่อเขาพลิกตัวจึงปรากฏรูปถ่ายของเธอ...หญิงสาวคนรักของเขา แม้จะหลับอยู่แต่มือยังคงกุมกรอบรูปไว้แน่น

     

    ................................

     

    ท่ามกลางแสงไฟของเมืองหลวงยามราตรี รถรามากมายวิ่งหล่อเลี้ยงถนนแต่ละสายให้ยังคงมีชีวิตราวกับคืนนี้จะไม่ถึงคราหลับใหล

              ในร้านที่มีเพียงแสงไฟสลัว เสียงดนตรีร้อยเรียงไปกับเสียงวุ่นวายของผู้คน แต่สำหรับชายหนุ่มคนหนึ่งนั้นราวกับว่าเสียงทั้งหมดนั้นไม่มีความหมายต่อเขาเลย ชายหนุ่มยังคงยกแก้วขึ้นดื่มโดยไม่ใยดีกับทุกสิ่งรอบกาย

    ชีวิตมันช่างยุ่งยากขึ้นทุกวันจนผมรู้สึกอ่อนแอลงเรื่อยๆ และในวันที่รู้สึกหมดเรี่ยวแรงเช่นนี้ ผมอยากมีคุณอยู่ข้างๆผมเหลือเกิน ขอแค่มีคุณคอยรับฟังสิ่งที่ทำให้ผมท้อแท้ แค่เพียงมีรอยยิ้มของคุณ แค่เพียงมือของคุณให้ผมสัมผัส ความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้คงจะหายไป............ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน

    เขาวางแก้วลงพร้อมกับที่เสียงแก้วของโต๊ะข้างๆหล่นแตกบนพื้น เขาหันมองตามที่มาของเสียง ผู้คนหลีกทางให้พนักงานเก็บเศษแก้ว เขาปล่อยมือจากแก้วเหล้าแล้วลุกเดินออกจากร้าน แอบปาดน้ำตาก่อนที่มันจะไหล

     

    .....................................

     

    ชายหนุ่มขับรถไปอย่างเงียบๆมีเพียงเสียงวิทยุคลอไปกับความเงียบงัน แสงไฟจากรถที่วิ่งสวนทางผ่านไปทีละดวงทีละดวง เขารู้สึกคุ้นหูกับเสียงเพลงที่ลอยมาแผ่วเบา ภาพในความทรงจำปรากฏขึ้นต่อจากแสงไฟดวงที่เพิ่งผ่านพ้นไป ภาพที่เธอนั่งฟังเขาเล่นกีตาร์และร้องเพลงนี้ แม้มันจะผ่านมานานแล้วแต่กลับชัดเจนเหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เธอบอกว่าเพลงนี้มันเศร้าเกินไป เขาเริ่มรู้สึกเห็นด้วยกับเธอเมื่อต้องฟังเพลงนี้อีกครั้งโดยไม่มีเธออยู่ข้างกายเช่นคืนนี้ เขามองตรงไปที่ถนนและเอื้อมมือมาเพิ่มเสียงวิทยุให้ดังยิ่งขึ้น ราวกับว่าจะทำให้ความทรงจำเหล่านั้นยิ่งชัดเจนขึ้นด้วย

    ทำไมกันนะ ทั้งๆที่เป็นเพลงเพลงเดียวกันแท้ๆ แต่เวลาที่ผมฟังตอนที่ยังมีคุณกับตอนนี้ มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ผมเคยชอบเพลงนี้มากแม้ว่าเนื้อหาของมันจะเศร้าแต่ผมสัมผัสได้ถึงความหวังที่ยังพอมีอยู่ในความเศร้าเหล่านั้น แต่ตอนนี้...อีกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ผมกลับไม่รู้สึกถึงความหวังใดๆเลย

    เขานึกในใจขณะที่มองนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตรง ใกล้ถึงบ้านเธอเต็มที เสียงเพลงยังคงสอดประสานไปกับภาพในความทรงจำของเขา เขาเพิ่มเสียงเพลงให้ดังยิ่งขึ้น ก่อนจะหันไปมองรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุอยู่ข้างทาง เห็นคนเจ็บและหน่วยพยาบาล ภาพนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างวิ่งขึ้นมาจุกที่อก เขารีบเบือนหน้าหนี

    คืนนี้ผมเจ็บปวดเหลือเกิน ความท้อแท้สิ้นหวังมากมายวนเวียนอยู่รอบกาย แต่ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะแย่สักแค่ไหน มันกลับไม่เลวร้ายเลยเมื่อเทียบกับความเหงาที่ผมไม่มีคุณ

     

    .................................

     

    รถจอดนิ่งอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เขาลดกระจกแล้วมองไปที่ประตูบ้านหลังนั้น เขาจ้องราวกับจะได้เห็นเธอเปิดประตูออกมาหาเขาพร้อมรอยยิ้มสดใส เวลาเพิ่งพ้นเที่ยงคืนมาไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่เขารู้สึกว่าช่างเป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน ไม่มีแสงสว่างหรือเสียงใดๆในบ้านหลังนั้น บ้านที่คงเหลือแค่เพียงความทรงจำ รถยนต์เคลื่อนออกไปช้าๆปล่อยภาพบ้านหลังนั้นไว้เบื้องหลัง

    น้ำตาผมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ผมเสียใจเหลือเกิน เสียใจมากกว่าที่เคยรู้สึกมาในชีวิต.......คงเป็นเพราะผมจะไม่มีวันได้พบคุณอีกแล้ว

     

    ...............................

     

    เด็กหนุ่มหลับไปอย่างง่ายดายด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ กอดบางสิ่งไว้ในอ้อมอก และเมื่อเขาพลิกตัวจึงปรากฏรูปถ่ายของเธอ...หญิงสาวคนรักของเขา มือยังคงกุมกรอบรูปไว้แน่น

    แม้จะหลับสนิทแต่จิตใต้สำนึกยังคงทำหน้าที่ของมัน ภาพจำของเหตุการณ์อันเลวร้ายยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่แม้ในความฝัน  

    วันที่ยังมีเธอนั่งเคียงข้างเขาเป็นวันสุดท้าย เขาขับรถเพื่อไปส่งเธอที่บ้านหลังจากออกไปเที่ยวด้วยกัน เสียงเพลงจากวิทยุเป็นเพลงเพลงนั้นที่เขาเพิ่งเล่นกีตาร์ให้เธอฟัง เธอเปิดเสียงดังขึ้นเพราะรู้ว่าเป็นเพลงโปรดของเขา เขาหันมาส่งยิ้มพอใจ เพลงช้าแสนเศร้านั้นดำเนินไปจนข้ามเวลาเที่ยงคืนตรงพอดี เธอจับไหล่เขาแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยคำว่าสุขสันต์วันเกิด เธอเป็นคนแรกที่พูดอวยพรวันเกิดแก่เขา แสงไฟจากรถที่วิ่งสวนอยู่อีกฝั่งของเกาะกลางค่อยๆผ่านทั้งคู่ไปทีละดวงทีละดวงพร้อมกับเสียงเพลงที่บรรเลงถึงท่อนสุดท้ายแสงไฟดวงใหญ่พุ่งข้ามเกาะกลางถนนใส่รถของทั้งคู่ และแสงสว่างวาบนั้นคือภาพสุดท้ายที่เธอมีโอกาสได้เห็น....................

    เขาผวาตื่นจากฝันร้ายแล้วยกรูปเธอขึ้นมาดูใกล้ๆด้วยความคิดถึง มองลึกเข้าไปในดวงตาสวยคู่นั้น รอบกายเงียบสนิท มรเพียงเสียงเพลงรักเพลงนั้นก้องดังอยู่ในหัวใจ

     

    เคยได้ลองค้นหา      ผ่านเวลามาแล้วมากมาย

    แต่บางครั้งฉันยังหวั่นไหวตามคืนและวัน

    เพียงสิ่งเดียวที่รู้       เปลี่ยนแปลงไปไม่ง่ายอย่างนั้น

    คือความฝันที่มีในใจตลอดเวลา

     

    แม้ตอนกลางวันที่ฉันยังตื่น    หรือตอนกลางคืนที่ฉันหลับอยู่

    ก็ยังรู้ตัวดีว่าฉันนั้นฝันถึงใคร

    แม้คนมากมายให้พบให้เจอ     ฉันมีแต่เธอในหัวใจ

    จากวันนี้ไปจนเมื่อไร  ฉันยังรักเธอ

     

    เจอเรื่องราวทั้งหลาย    ผ่านอะไรแต่เช้าจนเย็น

    ก็ไม่เห็นจะมีสิ่งใดมาแทนภาพเธอ

    ใจยังคอยนึกย้ำ    จดจำเธอไว้ได้เสมอ

    อยู่ตรงไหนก็ยังมีเธอตลอดเวลา

     

    แม้ตอนกลางวันที่ฉันยังตื่น    หรือตอนกลางคืนที่ฉันหลับอยู่

    ก็ยังรู้ตัวดีว่าฉันนั้นฝันถึงใคร

    แม้คนมากมายให้พบให้เจอ     ฉันมีแต่เธอในหัวใจ

    จากวันนี้ไปจนเมื่อไร  ฉันยังรักเธอ

     

    ....................................